งานแต่งงานแบบไทยนั้น เรียกได้ว่าผูกพันอยู่กับประเพณีและวัฒนธรรมเก่าแก่หลายขั้นตอน ทุกขั้นตอนยังแฝงไปด้วย
ความอ่อนหวานและดีงามตามแบบฉบับของคนไทยทุกกระเบียดนิ้ว งานแต่งงานของคนไทยจึงถือได้ว่าเป็นงานแต่งงานที่มีเสน่ห์ไม่น้อยชนชาติไหน ๆในโลกนี้
ก้าวแรกชีวิตคู่..สู่ขอ
ในพิธีแต่งงานตามธรรมเนียมไทยนั้น ? การสู่ขอ ? เปรียบเสมือนด่านแรก
ของการเริ่มต้นชีวิตคู่ระหว่างคนสองคน โดยฝ่ายชายจะส่งผู้ใหญ่หรือ ? เถ้าแก่ ? มาทำการทาทามสู่ขอว่าที่เจ้าสาวจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ซึ่งการสู่ขอในสมัยโบราณนั้นถึงกับต้องมีการเลียบเคียงด้วย
วาจาอันไพเราะ
ถ้าหากว่าการเจรจาผ่านไปได้ด้วยดีก็จะมีการตกลงกันเรื่องสินสอดทองหมั้น และการหาฤกษ์หายามสำหรับจัดพิธี
หมายหมั้น...หลักประกันความรัก..
การหมั้นนั้นเปรียบ
เหมือนการตีตราหรือการจับจองกันและกัน ก่อนที่จะจูงมือเข้าสู่พิธีวิวาห์
การหมั้นก็คล้ายธรรมเนียม อยู่ก่อนแต่ง ของฝรั่ง ซึ่งจุดประสงค์ก็อยู่ที่การเปิดโอกาสให้คนทั้งคู่ได้ศึกษาอุปนิสัยใจคอกันมากขึ้น รู้จักเรียนรู้
ที่จะปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลดีต่อชีวิตคู่ในอนาคต
? ขันหมากหมั้น ?
ในธรรมเนียมการหมั้นนั้น เท่ากับเป็นการวางมัดจำไว้ว่า หญิงที่ถูกหมั้นหมายแล้วจะไปชอบพอกับใครไม่ได้อีก หรือผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะยกให้ใครอีกไม่ได้เด็ดขาด
ในสมัยก่อน การแต่งงานของลูกสาวมักถือเป็นงานออกหน้าออกตาใหญ่โต ฝ่ายหญิงจึงพยายามเรียกร้องของหมั้นที่มีราคา
แพง โดยมักจะเรียกเป็น ? ทองคำ ? และเรียกเป็นน้ำหนัก เลยทำให้เป็นคำติดปากมาจนทุกวันนี้ ว่า ? ทองหมั้น ? ซึ่งประเพณีโบราณถือเป็นของที่เจ้าสาวจะนำไปเป็น เครื่องแต่งตัวในวันแต่งงานนั่นเอง
ส่วน ? สินสอด ? นั้น คือ เงินสินสอดและผ้าไหว้ที่ทางฝ่ายหญิงเป็นผู้กำหนดซึ่ง
เป็นกรรมสิทธิ์ของพ่อแม่ แต่มักจะเรียกกันเป็นพิธีตามโบราณคือไม่เกิน 40 บาท เป็นค่าน้ำนม ถ้าเกินกว่านั้นจะถือเป็นการขายลูกสาว
นอกจากนั้นยังมีขบวนขันหมากที่ฝ่ายชายยกไปยังบ้านฝ่ายหญิง ในขบวนขันหมากจะมีเถ้าแก่เช่น
เดียวกับการสู่ขอ แต่มักจะนิยมใช้คู่ส่ามีภรรยาที่อยู่กินกันมาอย่างมีความสุข เป็นการถือเคล็ดชีวิตคู่
อีก
หนึ่งในความสนุกในขบวนขันหมากนั้นอยู่ที่ ? การกั้นประตูเงินประตูทอง ? ของทางฝ่ายหญิง ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นลูกหลานของฝ่ายหญิง โดยนำเอาเข็มขัดหรือสร้อยเงินมากั้นขบวนไว้ไม่ให้ผ่านเข้าไป
ได้ง่ายๆ เถ้าแก่ฝ่ายชายจะต้องควักห่อเงินที่เตรียมไว้ให้เป็นรางวัลก่อนจึงจะผ่านได้ โดยประตูท้ายๆ มักจะใช้ทองหรือเพชรกั้น ค่าผ่านทางจึงต้องเพิ่มสูงตามลำดับขั้นตอนตรงนี้อาจมีการหยอกล้อระหว่างญาติฝ่ายหญิงและขบวน
ของฝ่ายชาย สร้างความครึกครื้นเป็นยิ่งนัก
ในปัจจุบันพิธีหมั้นมักตัดขั้นตอนของขบวนขันหมากออกไป
เหลือเพียงการนำสินสอดของหมั้นฝ่ายหญิง และมีการเลี้ยงฉลองกันในหมู่ญาติ พิธีหมั้นอาจจัดควบคู่กับพิธีสู่ขอหรืออาจจัดในช่วงเช้าของวันแต่งงานเลยก็ได้ แต่คู่รักสมัยนี้นิยมการหมั้นแล้วแต่งเลยเพราะถือเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด
ในการเตรียมงานคู่กันไป บายศรีสู่ขวัญ..วันวิวาห์
พิธีบายศรีสู่ขวัญมีหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ที่นิยมกันมากก็เห็นจะเป็นทางเหนือและทางอีสาน
พิธีบายศรีสู่ขวัญจะกระทำหลังจากเสร็จพิธีรับสินสอดทองหมั้น ขั้นตอนการทำขวัญก็จะแตกต่างออกไปตาม
ความเชื่อดั้งเดิม
พิธีบายศรีสู่ขวัญที่ทำกันอยู่จะเริ่มจาก เจ้าสาวจะจับพาขวัญตรงหน้าเจ้าบ่าว ส่วนเจ้าบ่าวจะ
จับพาสขวัญตรงหน้าเจ้าสาวโดยไขว้อยู่ด้านบนเรียกว่า ? สู่ขวัญกลับก่าย ? คือ แขนท้าวก่ายแขนนาง หลังจากสู่ขวัญเสร็จแล้ว พราหมณ์ก็จะปอกไข่
ต้มนั้น โดยจะมีแม่ใหญ่ซึ่งมีคุณสมบัติดีงามได้แก่ สามียังมีชีวิตอยู่แข็งแรง และรักใคร่กันดี ครอบครัวสมบูรณ์เป็นสุข ทำพิธีป้อนไข่ โดยเอาไข่ซีกบนกับปั้นข้าวเหนียวขนาดประมาณเท่ากันใส่ไว้ในมือขวาเพื่อป้อนเจ้าบ่าว และเอา
ไข่ซีกล่างกับปั้นข้าวเหนียวขนาดประมาณเท่ากันใส่ไว้ที่มือซ้ายเพื่อป้อนเจ้าสาวขณะที่ป้อนเจ้าสาว และให้เจ้าสาวเอาไข่ซีกล่างนั้นป้อนเจ้าบ่าว ซึ่งต้องกินจริงๆห้ามคายเด็ดขาด
หลังจากนั้นก็จะมีการผูกขวัญแก่บ่าวสาว โดยให้ญาติและแขกผูกข้อมือคู่บ่าวสาว พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเป็นคนผูกให้เจ้าบ่าว
และพ่อแม่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะผูกให้เจ้าสาว จะผูกเส้นเดียว, 3 เส้น หรือ 5 เส้นก็ได้ ทั้งนี้ 3 เส้น หมายความถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วน 5 เส้นหมายถึงพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ โดยรวมแล้วการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญในวันแต่ง
งานขึ้นอยู่กับความพอใจของคู่บ่าวสาวมากกว่า
พิธีรับไหว้
เพื่อแสดงความคารวะนบนอบต่อบิดามารดาและบรรดาญาติผู้ใหญ่ โดยเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะกราบลงพร้อมกันที่หมอน
สามครั้งถ้าผู้รับไหว้เป็นบิดามารดาหรือผู้หลักผู้ใหญ่ แต่หากเป็นญาติคนอื่นๆ ก็จะกราบหนึ่งครั้งโดยไม่ต้องแบมือ จากนั้นจึงส่งพานดอกไม้ ธูปเทียนให้ พ่อแม่ก็จะรับไหว้และ
ให้ศีลให้พรแก่คนทั้งคู่
หลังจากรับไหว้ผู้ใหญ่ก็จะส่งเงินในพานให้บ่าวสาวเพื่อเป็นเงินทุนขั้นตอนนี้ญาติพี่
น้องอาจจะสมทบทุนเพิ่มให้ด้วยตามอัธยาศัย ต่อจากนั้นก็ช่วยกันนำถั่วงาและแป้งมาประพรมอวยพร
ตักบาตร
ร่วมขันผูกพันความรัก
สมันก่อนนั้นจะให้ตัดกันคนละทัพพีแต่ในปัจจุบันนิยมตัด
ทัพพีเดียวกัน แต่ด้วยความเชื่อที่ว่า
เป็นการทำบุญร่วมกัน เกิดชาติหน้าฉันใดจะได้กลับมาคู่กันอีก นอกจากนั้นยังเชื่อว่าถ้าใครจับคอทัพพี คนนั้นก็จะๆก็เป็น
ใหญ่เหนือคู่ของตนที่จับอยู่ที่ปลายทัพพี วิธีแก้เคล็ดเรื่องนี้ก็คือผลัดกันจับที่คอทัพพี ทั้งคู่จะเป็นคู่ชีวิตที่มีความเท่าเทียมกัน คู่บ่าวสาวอาจมีการตักบาตรร่วมกันอีกครั้งหลังจากวันแต่งงาน แต่ต้องทำติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 วัน ,
7 วัน หรือ 9 วัน เพื่อความเป็นสิริมงคลชีวิตคู่
รดน้ำสังข์..หลั่งความสุข
ถือเป็นการอวยพรความสุขให้คู่บ่าวสาว โดยพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่
จะรดให้เจ้าสาวก่อนแล้วจึงรดให้เจ้าบ่าว หลักจากเสร็จพิธีแล้วหากฝ่ายใดลูกขึ้นยืนก่อนก็จะสามารถอยู่เหนือกว่าคู่ของตนเหมือนดังความเชื่อในเรื่องตักบาตรของบ่าวสาวนั่นเอง
บ่าวสาว..เข้าห้องหอ
พิธีการส่งตัวมักทำกันในเวลากลางคืนตามฤกษ์ที่ได้เตรียมไว้หลังจากเจ้าบ่าวและเจ้าสาวแล้วนั่นคือ คู่สามีภรรยาอาวุโสที่
พ่อแม่ของฝ่ายเจ้าสาวเรียนเชิญมาเพื่อเป็นเกียรติในการทำพิธีปูที่นอนในห้องหอ ภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมาจนจนแก่เฒ่า มีฐานะดี และมีลูกหลานที่เลี้ยงง่ายและลูกๆยังมีชิวิตอยู่ทุกคน
เมื่อได้ฤกษ์ทำพิธี ผู้ทำพิธีก็จะจัดแจงปูที่นอน จัดหมอน ผ้าห่ม พอถึงฤกษ์เรียงหมอน ผู้ทำพิธีก็จะ
หยิบเอาสิ่งของมงคลต่างๆ มาวางไว้บนที่นอนหรือในสมัยนี้มักจะนิยมใช้แค่โรยกลีบดอกไม้ลงบนที่นอน จากนั้นผู้ทำพิธีฝ่ายชายก็จะล้มตัวลงนอนทางด้านขวา ฝ่ายหญิงนอนทางด้านซ้าย เป็นการนอนเพื่อเอาเคล็ดแล้วจึงลุกขึ้นโดย
แสร้งทำเป็นเพิ่มตื่นนอน ฝ่ายหญิงจะพูดในสิ่งอันเป็นมงคล ฝ่ายชายก็ปลอบขวัญและพากันลุกออกไป
จากนั้นจึงเป็นการส่งตัวเจ้าสาว โดยพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายจะอบรมคู่บ่าวสาวให้รู้จักหน้าที่ของสามีภรรยาและให้รัก
ใคร่พึ่งพากัน อย่าทอดทิ้งกันซึ่งก่อนนอนนั้นเจ้าสาวจะกราบลงนบอกของสามีก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคลเพราะถือว่าสามีจะเป็นผู้ให้ความคุ้มครองดูแลเราไปจนชั่วชีวิต
สิ่งของอันเป็นมงคลในพิธีปูที่นอนตามตำราดั้งเดิม
- หินบอดยา
- ฟักเขียว
- ถั่วงา เมล็ดงา ข้าวเปลือก อย่างละหยิบมือ
- แมวตัวผู้สีขาวทาแป้งและของหอมไว้ทั่วตัว
|